ไขข้อข้องใจ อาการแบบไหนควรได้รับกายภาพบำบัด

ไขข้อข้องใจ อาการแบบไหนควรได้รับกายภาพบำบัด

ไขข้อข้องใจ อาการแบบไหนควรได้รับกายภาพบำบัด

            นักกายภาพบำบัด คือผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวของร่างกาย  ( specialist of movement analysis ) โดยทำการศึกจากท่าทาการเคลื่อนไหว จากอวัยส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด เพื่อให้การรักษาเกิดประโยชน์สูงสุด

การทำกายภาพบำบัด ของผู้ที่เกิดอาการผิดปกติกับร่ากายนั้น มีวิธีการที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น การวางข้อมือเวลากุมเม้าท์ การนั่งพิงเก้าอี้ หรือแม้แต่ วัดความสั้นยาวของช่วงขาหากไม่เท่ากันหรือมีจุดไหนที่ฝืนร่างกายจนเกินไป ซึ่งมีผลทำให้ปวดเมื่อยเรื้อรังได้ในอนาคต

อาการแบบใหนบ้าง ที่ควรได้รับการทำกายภาพบำบัด

ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ควรเข้ารับการทำกายภาพบำบัด เช่น เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก มีอาการเจ็บ ที่เกิดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด ไปจนถึงการใช้ร่างกายที่มีลักษณะไม่ถูกต้อง สำหรับขอบเขตการรักษานั้น มีดังต่อไปนี้

1.ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Orthopedics System) เช่น กลุ่มออฟฟิศซินโดรม office syndrome จะพบได้บ่อยที่สุด หรือ การบาดเจ็บทางกีฬา จนทำให้ข้อเท้าแพลง เอ็นเข่าอักเสบ กระดูกทับเส้นประสาท กล้ามเนื้ออักเสบ ข้อเสื่อม เป็นต้น

2.ระบบประสาท (Neurological System) กายภาพบำบัดสามารถรักษาเยียวยาผู้คนที่มาอาการต่อไปนี้ได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ผู้ที่ได้รับความความเสียหายบริเวณสมองและเส้นประสาท อาทิ ผู้ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แขนขาอ่อนแรง เส้นเลือดในสมองตีบ แตก หรืออุดตัน (stroke)

3.ระบบหัวใจและปอด (Cardiopulmonary System) อาทิ ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดหัวใจและปอดมาก่อน เช่น น้ำท่วมปอด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ ซึ่งต้องทำการฟื้นฟูด้วยเทคนิคเฉพาะทางเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้เร็วที่สุด

4.กายภาพบำบัดในเด็ก (Pediatric Physical Therapy) ได้แก่ กลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการทางร่างกายล่าช้ากว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถขยับ หรือเคลื่อนไหวร่างกายบางจุดได้

รักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด มีวิธีการอย่างไร

สำหรับการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดนั้น ต้องเริ่มต้นจากการสังเกต เช่น สังเกตุท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผิดปกติหรือไม่ เพื่อทำการวินิจฉัยและหาวิธีในการรักษาเบื้องต้น ไปจนถึงการรักษาแบบ manual technique

1.การสังเกต และสอบถามประวัติ: เป็นขั้นที่จำเป็นอย่างยิ่งก่อนรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด เพราะจะทำให้รู้จักตัวตนของคนไข้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

2.การตรวจประเมินร่างกาย: เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้องว่าคนไข้ป่วยเป็นโรคอะไร มีอาการอย่างไรบ้าง

3.การรักษาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง: เช่น เครื่องอัลตราซาวด์ หรือครื่อง short wave ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เป็นต้น